หน้ารวมกลุ่มเว็บบอร์ด > สร้างสรรค์ เสวนา กระดานความรู้ระหว่างทหารกับประชาชน > สะพานบรุคลิน (Brooklyn bridge)...

สะพานบรุคลิน (Brooklyn bridge) สัญลักณ์แห่งความรักและศรัทธา


user image

  (บรรยายภาพ พาบิดา และครอบครัว เยี่ยมชม Brooklyn bridge 13 มิ.ย.2547)
ให้ iPad หรือ iPhone อ่านบทความให้ฟัง

ระหว่างปี 2545 - 2548 สามปีซึ่งผมทำงานอยู่ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นิวยอร์ค ผมมักจะชักชวนเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่อยู่เมืองไทยให้มาเที่ยวนิวยอร์คด้วยวลียอดฮิตที่ว่า "มีโอกาสก็มาเที่ยวนิวยอร์คนะ ซื้อตั๋วเครื่องบินมาก็พอ ที่เหลือผมจัดการให้" ซึ่งก็ทำให้ผมได้มีโอกาสต้อนรับพี่น้องผองเพื่อนและครอบครัวนับสิบคน โดยการต้อนรับของผมอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการอำนวยความสะดวกในการกินการอยู่และคำแนะนำการปฏิบัติตัวให้เป็น New Yorker แล้ว ก็คือ การพาทุกคนไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยมของเกาะแมนฮัทตัน หรือนิวยอร์กซิตี้ จำนวนแห่งที่ไปจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่เวลาจะอำนวย หรือลักษณะนิสัยความชอบของแต่ละคน

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะพยายามพาทุกคนไปเที่ยวแทบทุกครั้งก็คือ สะพานบรุคลิน หรือ  Brooklyn Bridge สะพานแรกที่สร้างเชื่อมต่อ เกาะแมนฮัตทันกับบรุคลิน เพราะสะพานแห่งนี้มีเรื่องเล่าและประวัติความเป็นมาในการก่อสร้างที่น่าประทับใจ ซึ่งหากใครได้รับรู้แล้วคงอดที่จะภาคภูมิใจกับบุคคลหลักที่มีส่วนร่วมในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ไม่ได้

 

สะพานบรุคลินนี้เป็นสะพานแขวนที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐ ตอนนี้ก็อายุ 130 ปีแล้ว ความคิดในการสร้างสะพานนั้น คนที่ริเริ่มและรณรงค์ให้สร้าง ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของโปรเจ็คนี้เป็นผู้อพยพมาจากเยอรมัน ชื่อ  John Augustus Roebling ได้เสนอความคิดที่กล้าหาญและท้าทายเป็นอย่างมากในยุคนั้นต่อผู้บริหารเมืองจนทุกคนเห็นชอบในการก่อสร้าง เมื่อได้รับความเห็นชอบและเงินทุนในการก่อสร้างก็มาแล้ว แต่พอเริ่มลงมือดำเนินการไปได้ไม่เท่าไร คนริเริ่มโครงการก็ได้รับอุบัติเหตุกราบเรือกระแทกเท้าเข้ากับขอบตลิ่งระหว่างสำรวจท้องน้ำเพื่อวางตอหม้อสะพานจนจนเกิดปัญหาเท้าเน่าต้องทำการผ่าตัด 

 

แต่จากวิทยาการทางด้านการแพทย์สมัยนั้นยังไม่ทันสมัยเท่าที่ควร จึงทำให้หลังจากผ่าตัดแผลเกิดการติดเชื้อจนทำให้เจ้าของโครงการต้องตายไปตั้งแต่ยังยังไม่ได้วางตอหม้อ แต่ทว่าก่อนตายได้สั่งเสียและมอบให้ลูกชายชื่อ Washington Roebling อายุในตอนนั้น ได้ 32 ปี รับหน้าที่การสร้างสะพานในฝันที่ตนเองต่อสู้ฝ่าฟันมานี้ให้สำเร็จ

 

เรื่องไม่จบเท่านั้น เพราะเมื่อลูกชายรับหน้าที่ไปสักระยะหนึ่งก็ป่วยเป็นอัมพาธ เนื่องจากผลของการดำน้ำลงไปวางเสาตอหม้อสะพาน ทำให้เดินเหินไปไหนไม่ได้ ต้องนอนอยู่ในเตียงที่บ้านมองผ่านหน้าต่างไปยังสะพานที่กำลังก่อสร้าง แต่จากที่ได้รับปากคำสั่งเสียของพ่อที่ฝากให้สร้างสะพานให้เสร็จ ก็เลยมอบหน้าที่การสร้างสะพานให้ภรรยาชื่อ  Emily Warren Roebling  ซึ่งเคยแต่เป็นแม่บ้านและไม่มีความรู้ในการคำนวณหรือการก่อสร้างใด ๆ มาก่อนเลยคุมงานการก่อสร้างสะพานนี้ต่อ 

 

ตัวลูกชายเจ้าของโครงการนอนป่วยอยู่ที่บ้านตลอดการสร้างสะพานรวมเวลา 13 ปี โดยภรรยาต้องออกจากบ้านไปคุมงานก่อสร้างแทบทุกวัน เวลาเจอปัญหาติดขัดก็กลับมาเล่าให้สามีฟังและถามวิธีการแก้ไข วันเวลาผ่านไป ความรู้จากการปฏิบัติและการถ่ายทอดเทคนิคต่าง ๆ ของสามีก็ทำให้ภรรยากลายเป็นนักคณิตศาสตร์และวิศวกรตัวยงไปโดยปริยาย เรียกว่าภรรยาสามารถเรียนรู้การสร้างสะพานที่ยิ่งใหญ่ของโลกจากไม่รู้อะไรเลยจนสร้างสะพานเสร็จ

 

วันเปิดสะพานเธอก็ได้รับเกียรติให้เป็นผู้ที่เดินข้ามสะพานเป็นคนแรก  ในห้วงแรก ๆ มีข่าวลือว่าสะพานนี้จะพังภายในเวลาไม่กี่ปี แต่ในความเป็นจริงสะพานนี้ยังคงอยู่ยงคงกระพันมาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันสะพานแห่งนี้นอกเหนือจากการเป็นเส้นทางเชื่อมต่อของรถไฟใต้ดิน หรือเขาเรียกว่า Subway และรถยนต์ระหว่างเกาะแมนฮัทตันและบรุคลินแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของนิวยอร์ก ไม่แพ้ เทพีเสรีภาพ ไทม์สแควร์ เวิร์ดเทรดเซ็นเตอร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์ศิลปยุคใหม่ และเซ็นทรัลพาร์ค 

 

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังนิวยอร์กเมื่อไปเห็นสะพานนี้ก็รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของมันและมักมีความสงสัยว่า คนเมื่อร้อยกว่าปีก่อนสร้างสะพานนี้ได้อย่างไร และจะยิ่งมีความประทับใจมากขึ้นไปอีกเมื่อทราบถึงประวัติการก่อสร้าง นักท่องเที่ยวหลายคนมีรู้ความเป็นมาของสะพานและมีความทราบซึ้งมักจะเดินข้ามสะพานนี้ที่ยาวเป็นกิโลเมตรไปกลับอย่างน้อย 1 เที่ยวเพื่อซึมซับความรู้สึกประทับใจในความมานะพยายามของผู้สร้างมันให้มากที่สุด

 

Brooklyn bridge จึงมิได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ตัวเล็กที่เปี่ยมล้นด้วยจินตนาการในการสร้างมันขึ้นมาเท่านั้น แต่มันยังเป็นสัญลักษณ์ของการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใด ๆ แม้แต่ความตายของมนุษย์ รวมถึงยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักระหว่างบุตรที่มีต่อบิดา และความรักที่ยิ่งใหญ่ของภรรยาที่มีต่อสามีไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งยังเป็นเครื่องหมายที่แสดงความมานะพยายามของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำความฝันของสามีให้เป็นความจริง แม้ว่าตนเองจะไม่เคยรู้เรื่องงานประเภทนี้มาก่อนเลย 

 

ดังนั้น วันใดวันหนึ่งหากท่านและครอบครัวได้มีโอกาสไปเดินเล่นที่เกาะแมนฮัทตันแล้วละก็ อย่าลืมลองไปเดินข้ามสะพานแห่งนี้สักครั้ง และหากภรรยาหรือบุตรของท่านที่ไปด้วยบอกให้ท่านเดินข้ามสะพานไปคนเดียวเนื่องจากเขากลัวเหนื่อย กลัวร้อน หรือกลัวแสงแดด  ก็ลองเล่าเรื่อง ความเป็นมาในการสร้างสะพานแห่งนี้ให้ฟัง พวกเขาอาจจะเปลี่ยนใจเดินไปกับท่านเพื่อไปถ่ายภาพร่วมกันที่กลางสะพานและซึมซับแรงบันดาลใจดี ๆ กลับมาเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเสริมความมั่นคงความรักที่มีให้ต่อกันไปจนนานเท่านานก็เป็นได้

 


ผู้ตั้งกระทู้ เบญจพล (benjapol5-at-msn-dot-com) กระทู้ตั้งโดยสมาชิก :: วันที่ลงประกาศ 2012-09-07 10:14:06


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





ทุกท่านสามารถนำทุกส่วนของ Website ไปเผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ได้ตามประสงค์ เว้นจะนำไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมาชิก จปร.32