หน้ารวมกลุ่มเว็บบอร์ด > สร้างสรรค์ เสวนา กระดานความรู้ระหว่างทหารกับประชาชน > ชมรม "ฅนแกร่ง" ค่ายฝึกการรบพิ...

ชมรม "ฅนแกร่ง" ค่ายฝึกการรบพิเศษแก่งกระจาน


user image

(บรรยายภาพ โล่ที่ระลึกจาก กำลังพล ร้อย ฝรพ.1 มอบให้ เมื่อ 30 ก.ย.37 หน้า อาคาร บก.พัน)

 (ชมรม “ฅนแกร่ง” ใส่เสียง  คลิกที่นี่ --> http://db.tt/haAFFraS )

(ชมรม "ฅนแกร่ง" Youtube คลิกที่นี่ --http://youtu.be/TytsW_rScRc )

"จะไปไหนครับ" เสียงที่ออกอาการไม่สบอารมณ์นักของ ผบ.กองรักษาการณ์ค่ายฝึกการรบพิเศษแก่งกระจานถามผมที่ยืนคร่อมมอเตอร์ไซค์คาวาซากิหม้อน้ำสีแดงขาวรุ่นแรก ที่จอดอยู่ปากทางเข้าประตูค่าย ตามคำสั่งให้จอดของเจ้าหน้าที่พลทหารกองรักษาการณ์

"จะมาพบ ผบ.ค่ายครับ"  ผมในชุดวอร์มสีแดงของศูนย์การทหารราบเปิดกระจกกันลมของหมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีแดงที่สวมอยู่ตอบกลับไป

"ผบ.ค่ายคนเก่าไปเรียนเสธ ผบ.ค่ายคนใหม่ ยังไม่มารายงานตัว วันนี้เป็นวันเสาร์ ถ้าจะมาพบ รอง ผบ. ที่ทำการแทน ให้มาใหม่วันจันทร์นะ" ว่าแล้วก็หันหลังกลับจะเดินเข้าไปที่กองรักษาการณ์ โดยคาดว่าผมจะหันหัวมอเตอร์ไซด์กลับไปทางเดิมที่มา

 

แต่การณ์กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ ก่อนที่ผมจะลดกระจกหน้าหมวกกันน็อกกลับลงมาปิดเช่นเดิม ผมบอกว่า "ผบ.ค่ายคนใหม่มาแล้ว และสั่งให้ผมเข้าไปหาเดี๋ยวนี้" ว่าแล้วผมก็บิดคันเร่งมอเตอร์ไซด์ วิ่งผ่านอาคารกองรักษาการณ์ไปตามถนนท่ามกลางเสียงตะโกนส่งวิทยุไอค่อมระหว่าง ผบ.กองรักษาการณ์กับนายทหารเวรเสียงดังลั่น ผมขับมอเตอร์ไซด์ผ่านสามแยกหน้าหมวดฝึก ร้านค้า แล้วเลี้ยวขวาผ่านหมวดบริการด้านซ้ายไปจอดอยู่หน้าเสาธงอาคาร บก.กองพันฝึกรบพิเศษที่ 1 ค่ายฝึกการรบพิเศษแก่งกระจาน ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2535 หน่วยนี้อยู่ในแผนการปรับลดกำลังของกองทัพบกเป็นระดับขั้นตามห้วงเวลา โดยขั้นแรกปรับลดขนาดลงเหลือเป็นกองร้อยแต่ยังคงฝ่ายอำนวยการครบทั้ง 4 ฝ่าย ซึ่งขั้นต่อไปกำลังเตรียมตัวจะปิดอย่างถาวรในเวลาอีกไม่นานนัก

 

ผมก้าวลงจากเบาะมอเตอร์ไซด์แล้วตั้งขาตั้งรถ ยังไม่ทันที่จะถอดหมวกและปลดเป้ที่ผมชอบแบกติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง มอเตอร์ไซด์ของจ่ายุทธพล นายทหารเวรประจำวันของค่ายก็เข้ามาจอดเทียบด้านข้าง แล้วนายทหารเวรรีบลงจากรถยกมือทำวันทยหัตถ์แล้วถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจว่า "ไม่ทราบว่าท่านคือ ผบ.ค่ายคนใหม่หรือเปล่าครับ" ผมวางหมวกกันน็อกลงบนกระจกมองหลังของมอเตอร์ไซด์ พยักหน้าตอบรับแล้วบอกว่า "เห็นคนที่เขาสั่งให้ผมมา บอกผมมาว่าอย่างนั้นเหมือนกัน"

 

ก่อนหน้านั้นสักหนึ่งเดือน ขณะที่ผมทำหน้าที่ ฝอ.3 หลักสูตรส่งทางอากาศ แผนกจู่โจมและส่งทางอากาศ โรงเรียนทหารราบ ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ผมได้รับการติดต่อจากฮาด เพื่อนรักที่ตอนนั้นเป็น ผบ.ร้อย บก.ทภ.1 ว่าพี่หน่องที่อยู่กองกำลังพลให้หาคนมาเป็น ผู้บังคับกองร้อยฝึกการรบพิเศษที่ 1 (ผบ.ร้อย ฝรพ.1)  ที่แก่งกระจาน เพราะ ผบ.ท่านเดิมไปเข้าเรียนเสธแล้ว ซึ่งฮาดได้คุยกับกวางและโจ้ที่ทำงานอยู่ใน บก.ทภ.1 แล้วนึกถึงผม ก็เลยคิดว่าน่าจะลองสอบถามความสมัครใจผมดูว่าพร้อมจะไปทำหน้าที่นี้หรือไม่ โดยแจ้งเตือนว่า การมาคุมค่ายที่กำลังจะปิดตัวลงหรือเรียกว่าแพกำลังจะแตกนั้น คงจะต้องเหนื่อยเอาเรื่อง ซึ่งหลาย ๆ คนที่เคยมีการติดต่อทาบทามให้มารับตำแหน่งนี้มาก่อนนั้น มักบอกว่าขอคิดดูก่อนแล้วก็หายไปเลย

 

ผมเองในขณะนั้นแม้ว่าจะเป็นคนท่ายาง ซึ่งแก่งกระจานเคยเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอ และเคยได้ยินลูกพี่ลูกน้องเล่าให้ฟังถึง ผบ.ค่ายแก่งกระจานท่านที่สองที่สนิทสนมกับคนท่ายางค่อนข้างมากตั้งแต่เริ่มก่อตั้งค่ายฝึกในปี 2519 แต่ผมเองไม่เคยเข้าไปในค่ายนี้มาก่อนเลยในชีวิต หลังจากได้รับข้อเสนอจากฮาด ผมมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ก็ตอบผ่านทางโทรศัพท์ไปว่าอีกสองวันผมจะให้คำตอบขอเวลาไปเรียนผู้บังคับบัญชาก่อน จากนั้นผมก็หาโอกาสว่างจากการฝึกเข้าพบหัวหน้าแผนกแจ้งความประสงค์ว่าจะขอย้าย หัวหน้าแผนกก็บอกว่าจะย้ายไปไหนเพราะทราบว่าผมยังคอยทุนไปเรียนชั้นนายพันทหารราบที่สหรัฐอยู่หลังจากสหรัฐระงับการสนับสนุนการทุนชั่วคราวจากกรณีรัฐประหาร (รสช.) ตั้งแต่ ก.พ.34

 

ผมตอบกลับไปว่า การรอไปเรียนสหรัฐนั้น รอมาปีกว่ามาแล้วก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะได้ไป ความไม่แน่นอนสูงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วผมก็ใช้ทุนตามระเบียบของ ศร. ที่ไปเรียนชั้นนายร้อยทหารราบสหรัฐมาก่อนหน้านี้ครบแล้ว จึงอยากจะลองไปทดสอบความสามารถอื่นตามที่โอกาสมีให้บ้าง หัวหน้าแผนกจึงอนุมัติให้ผมย้ายได้ ผมเองกล่าวขอบคุณในความกรุณาและเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ทำการฝึกหลักสูตรส่งทางอากาศที่รับผิดชอบจนจบวันสุดท้าย ที่ปิดหลักสูตรในวันพุธ โดยทิ้งทวนกระโดดร่มเหิรเวหาเกาะหมู่ของชมรม "ฅนทะลุเมฆ" ที่ตั้งมากับมือเป็นการสั่งลา จากนั้น ผมใช้เวลาสองวันราชการที่เหลือในการเคลียร์ข้าวของการฝึกส่งคืนเข้าคลังและเก็บของส่วนตัวออกจากบ้านพักที่ ศร. ไปเก็บไว้ที่บ้านท่ายาง แล้วส่งคืนบ้านพัก ศร. ให้คนอื่นได้เข้าอยู่ต่อไป ผมยังจำได้ดีถึงบรรยากาศยามเย็นของวันศุกร์สุดท้ายของผมที่จะเป็นอาจารย์แผนกจู่โจมและส่งทางอากาศ ที่มาอยู่ตั้งแต่ 1 เมษายน 2533 ตามคำชวนของพี่ดนัย

 

สองปีกว่าที่ผ่านมา ผมผ่านการร่วมฝึกจู่โจมและส่งทางอากาศไปหลายรุ่น แม้ว่าก่อนหน้านั้น ผมจะไม่เคยคิดว่าจะต้องมากระโดดร่มแบบเหิรเวหา แต่สุดท้ายต้องมาเป็นหัวหน้าชมรมเอง ในวันนั้น วันสุดท้ายของการเป็นอาจารย์โรงเรียนทหารราบของผม ผมมายืนอยู่มุขกลางของอาคารแผนกจู่โจมแล้วมองไปยังท้องฟ้าทางทิศเหนือ มองเห็นเมฆที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นที่แยกแสงสะท้อนออกเป็นสีรุ้งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออันเป็นทิศเดียวกับที่ตั้งของค่ายฝึกการรบพิเศษแก่งกระจาน ผมบอกลูกน้องที่มาช่วยเก็บของส่วนตัวออกจากห้องที่เคยนั่งว่า "แปลกดีนะที่เมฆเป็นสีรุ้ง พรุ่งนี้วันหยุด อาจารย์ว่าจะขี่รถไปดูแถวนั้นสักหน่อย ว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นได้ และหวังว่าคงจะเจออะไรที่สนุกและตื่นเต้นแน่ ๆ" ครูนายสิบที่มาช่วยผมเก็บของฟังด้วยความงง ๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร อาจจะเป็นเพราะเขารู้แต่เพียงว่าผมกำลังจะย้ายจาก ศร. แต่คงไม่ทราบว่าผมจะไปที่ใด

 

วันเสาร์รุ่งขึ้นผมได้มายืนที่หน้า บก.พัน ค่ายฝึกการรบพิเศษแก่งกระจานแล้ว ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมคือ จ่ายุทธพล กำลังพลคนแรกของค่ายที่ผมจำได้ จ่ายุทธพลบอกว่า "กะแล้วเชียวว่าต้องเป็น ผบ. พวกเรารอมาหลายวันแล้วครับ" จากนั้นก็พาผมดูสถานที่ทำงาน สถานที่ฝึก บ้านพัก ผมดูได้สักพักหนึ่งก็บอกจ่ายุทธพลว่า วันนี้ผมคงเริ่มทำงานไม่ทันแล้ว คงต้องเป็นวันพรุ่งนี้ ยังไงถ้ามีรถขนของให้ผมสักคันก็จะดีเพราะผมจะได้ไปขนของส่วนตัวที่บ้านท่ายาง มาจัดเข้าที่ให้เสร็จในคืนนี้ วันอาทิตย์พรุ่งนี้ผมจะได้ไม่ต้องกังวลว่าของจะไม่พร้อม"  จ่ายุทธพลตอบคำเดียวว่า"ครับ" จากนั้นก็ประสานกับทางโรงรถพร้อมพลทหารให้ผมนำทางไปขนของที่บ้านตามที่ผมต้องการ

 

สิ่งที่ผมเห็นว่าต้องดำเนินการเป็นลำดับแรก คือ การสร้างความรู้สึกรับผิดชอบ มั่นใจ ให้แก่กำลังพลของค่าย ในภาวะที่ต่างคนต่างต้องคิดถึงตนเองว่าจะทำอย่างไรดีต่ออนาคตของตนเอง หากมีคำสั่งปิดค่ายมาถึง โดยที่ยังคงมีงานตามหน้าที่และการสั่งการเพิ่มเติมจากหน่วยเหนือ รวมทั้งงานเสริมของหน่วยงานข้างเคียงซึ่งร้องขอการสนับสนุนเข้ามาอย่างไม่ขาดระยะ 

 

ในวันอาทิตย์รุ่งขึ้น ผมเริ่มต้นสิ่งแรกด้วยการวิ่งไปตามซอกตามมุมทั้งในค่ายและรอบ ๆ ค่ายเพื่อสังเกตการณ์และประเมินค่า สิ่งที่เห็นชัดคล้ายกันคือ อาคาร บ้านพัก สิ่งของต่าง ๆ อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ไม่มีใครมาใส่ใจนัก เดาว่าทุกคนคงเตรียมตัวเตรียมใจต่อวันปิดค่าย การสร้างวัตถุสิ่งก่อสร้างใหม่ หรือซ่อมแซมคงอาจจะเป็นการสูญงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งสิ่งนี้ที่กำลังเกิดขึ้นและเลวร้ายลงเรื่อย ๆ หากผมปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแล้ว อนาคตของค่ายคงต้องยุบอย่างแน่นอน เมื่อมีหน่วยงานประเมินผลมาตรวจเขาคงไม่ต้องคิดนานเมื่อเห็นสภาพเช่นนั้น ซึ่งคงเป็นเช่นเดียวกับ คนป่วยที่อาการหนักแล้วไม่คิดสู้ หมอที่มาตรวจก็คงต้องไปเลือกรักษาคนป่วยที่มีโอกาสรอดมากกว่า ฉันใดก็ฉันนั้น หน้าที่เร่งด่วนของผมคือ การทำให้คนป่วยใกล้ตายฮึดสู้ และเชื่อว่าตนเองต้องรอดให้ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

หลังจากศึกษาข้อมูลได้สองสามวันจากฝ่ายอำนวยการ ทราบว่ารองแม่ทัพภาคจะมาเป็นประธานพิธีปิดหลักสูตรพลแม่นปืนในอีกไม่กี่วัน ซึ่ง นายทหารยุทธการและการฝึกได้อธิบายขั้นตอนและการเตรียมการให้ทราบ ผมฟังแล้วถามว่าอาคาร บก. ที่ชำรุดทรุดโทรมที่รองแม่ทัพจะเข้ามาพักคอยจะทำอย่างไร เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าคงไม่เป็นไรเพราะที่ผ่านมารองแม่ทัพท่านนี้มาบ่อย แล้วก็ไม่เห็นว่าอะไร อีกอย่างหนึ่งหากจะทำให้ดีขึ้นต้องใช้งบประมาณมากพอสมควร ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีงบประมาณใด ๆ สั่งจ่ายมาเลย ผมฟังจบแล้วบอกว่าเอาอย่างงี้ ต้องการเท่าไรเพื่อพัฒนา บก.พัน ให้สวยงามสมศักดิ์ศรีบอกผมมา ผมจะรับหน้าที่นี้เอง โดยผมต้องการให้ล้างหลังคาที่ดำจากคราบเชื้อราให้กลับมาขาวสะอาด ทำความสะอาดจัดระเบียบห้องรับรอง ห้องประชุม และห้องฝ่ายอำนวยการทุกห้องให้เรียบร้อย ทาสีอาคารใหม่หมด จะระดมคนทำให้แล้วเสร็จภายในสามวันได้หรือไม่ ที่ประชุมเงียบตามมารยาทและที่เคยเป็น ผมเลยบอกว่า "เอาเป็นว่าลองทำก่อน ทำได้เท่าไรก็เท่านั้น ขอให้ทำให้เต็มที่ ผมจะช่วยด้วย พรุ่งนี้เป็นต้นไป กำลังพลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฝึกให้แต่งชุดโยธาพร้อมอุปกรณ์มารวมแถว"

 

สามวันต่อมาพร้อมเพิ่มโอเวอร์ไทม์ กำลังพลที่ผมสั่งพร้อมตัวผมได้ออกมามะรุมมะตุ้มขัดสีฉวีวรรณอาคาร บก.พันที่สร้างมาประมาณ 15 ปี ให้ใหม่เอี่ยมอ่องไฉไลเหมือนของใหม่เป็นที่แปลกตาของกำลังพลที่บรรจุมาตั้งแต่ยุคแรกตั้งอีกครั้ง 

 

หลังจากพิธีปิดการฝึกผ่านไป พร้อมกับคำชื่นชมจากรองแม่ทัพภาคและพี่ไก่รองผู้อำนวยการกองยุทธการ ถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของอาคาร บก.พัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เน้นย้ำและยืนยันในสิ่งที่ผมเชื่อว่ากำลังพลของหน่วยสามารถทำได้ทุกอย่างหากต้องการจะทำ จากนั้นเป็นต้นมา โครงการต่างๆ จากการคิดวางแผนร่วมกันของกำลังพลหลักในค่ายโดยมีผมเป็นผู้เบิกทาง ประกอบกับคำแนะนำในการพัฒนาค่ายของผู้บังคับบัญชาก็ผุดขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด โดยได้เปลี่ยนจากสิ่งที่เคยเป็นแค่เพียงความคิด นามธรรม ให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในเวลาอันสั้น ซึ่งได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น  

 

การพัฒนาขวัญกำลังใจด้วยการ ได้แก่ การปรับปรุงอาหารการกินของพลทหาร/สิบเวร /กำลังพลนอกหน่อยและเยาวชนที่เข้ามารับการฝึกให้มีคุณภาพและน่ารับประทาน การผลักดันให้กำลังพลมีความก้าวหน้าในการปฏิบัติหน้าที่ได้เลื่อนยศเลื่อนขั้น การฟื้นฟูการทดสอบกำลังใจของกำลังพล การแสดงตัวอย่างการว่ายน้ำข้ามแก่งกระจาน การนำกำลังพลปีนไปปักธงบนยอดเขาหน้าเขื่อนแก่งกระจานที่ไม่เคยมีมาก่อน การตั้งชมรมฅนแกร่งเพื่อสร้างความเป็นผู้นำ การตั้งชมรมเหิรเวหา "ฅนทะลุเมฆแก่งกระจาน" การนำกำลังพลเดินเท้าจากค่ายไปพักแรมที่ยอดเขาพะเนินทุ่ง    

 

การพัฒนาการฝึก อันได้แก่ การพัฒนาเครื่องช่วยฝึกให้ปลอดภัยสำหรับกำลังพลต่างหน่วยและเยาวชนที่มาเข้าค่าย การกระโดดร่มเหิรเวหาร่วมกับชมรมเหิรเวหาของ ศร. การส่งกำลังพลเข้าคัดตัวยิงปืนอาเซียนในระดับ ทภ.  การจัดหน่วยฝึกร่วมการต่อต้านการก่อการร้ายกับ ฉก.90 การเสนอตัวเพื่อเข้าฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษออสเตรเลีย 

 

การพัฒนาวัตถุและสถานที่ ได้แก่ การสร้างร้านค้าใหม่แบบถาวร การซ่อมแซมทาสีอาคารโรงเรือน และบ้านพักกำลังพล การสร้างป้ายรายชื่อผู้บังคับหน่วยถาวร การจัดหาอุปกรณ์ทำความสะอาดทุกชนิดเพื่อให้พื้นที่ทุกซอกทุกมุมของค่ายสะอาดร่มรื่น การจัดเตรียมสถานที่รองรับการมาเยือนของบุคคลระดับ VVIP ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติตั้งแต่ก่อตั้งค่ายมา และยังเป็นกำลังหลักที่ช่วยนำทางไปยังต้นน้ำเพชรบุรี การซ่อมยานยนต์ของกองพันที่จอดตายซากจำนวนมากให้สามารถใช้งานได้ทุกคัน

 

การสวัสดิการ ได้แก่ การจัดกำลังพลและครอบครัวไปเที่ยวพัทยา พลทหารไปเที่ยวเขาวังและสวนสน  การตัดเครื่องแบบให้กำลังพลนายทหารนายสิบ ชุดวอร์มให้ภรรยากำลังพล แถมชุดโดดร่มเหิรเวหาให้ชมรมแก่งกระจานพ่วงแถมให้ชมรมที่ค่ายธนะรัชต์ การจัดหาโต๊ะและอุปกรณ์ตัดผมให้แต่ละหมวด การควบคุมสัตว์ดุร้ายภายในค่ายที่ถูกปล่อยปะละเลยมานาน การทำแหวนที่ระลึกให้แก่นายทหารนายสิบ การช่วยเหลือการเดินทางของกำลังพลระหว่างบ้านพักที่เพชรบุรีและค่าย การตั้งกองทุนจากกำไรค่าประกอบอาหารของทหารและค่ายพักแรมทั้งหมดเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาค่ายและสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลและครอบครัว รวมถึงพลทหาร 

 

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งไม่อาจบอกได้ว่าสร้างความสุขหรือความทุกข์ให้แก่กำลังพลและครอบครัวมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ ๆ คือ มันได้สร้างความพร้อมให้แก่ทุกคนที่จะตอบปัญหาที่มีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าหรือไม่ที่จะมีค่ายฝึกการรบพิเศษต่อไปในเมื่อภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ได้สิ้นสุดลงเมื่อห้าปีที่ผ่านมา 

 

เมื่อการดำเนินการทั้งวัตถุและจิตใจของกำลังพลมีความพร้อมในระดับหนึ่งแล้ว ผมก็เดินเข้าหาหน่วยงานตามสายการบังคับบัญชาและหน่วยงานพลเรือนไม่ว่าจะเป็นจังหวัด กิ่งอำเภอแก่งกระจาน ป่าไม้ อุทยาน ชลประทาน รวมทั้งหน่วยงานข้างเคียง ให้เข้ามาดูและเยี่ยมชมการพัฒนาทั้งสถานที่และวัตถุภายในค่ายและสภาพจิตใจของกำลังพลที่บัดนี้ได้เปลี่ยนจากจิตใจของผู้ป่วยอาการตรีทูตเป็นนักสู้ที่ใจเกินร้อยอีกครั้งหนึ่ง อันจะเป็นการทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกันถึงความสำคัญในการคงอยู่ที่เป็นประโยชน์ของค่ายการฝึกรบพิเศษแห่งนี้และช่วยนำไปบอกต่อให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสได้รับรู้ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปรับลดกำลังของกองทัพบก

 

30 กันยายน 2537 เป็นวันสุดท้ายของการทำงานของผมในฐานะ ผบ.ร้อยฝึกการรบพิเศษที่ 1 และ ผบ.ค่ายฝึกการรบพิเศษแก่งกระจาน ก่อนวันรุ่งขึ้นที่ผมจะเดินทางไปรายงานตัวเข้าเรียนหลักสูตรหลักประจำของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ผมจัดการประชุมเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อมอบหน้าที่และกองทุนที่ตั้งไว้ที่เหลือทั้งหมดให้แก่ผู้รับหน้าที่ชั่วคราวคนต่อไป และตามสไตล์ของผมคือ ให้ที่ติดต่อได้ตลอดเวลาหากมีปัญหาที่เกิดจากผม โดยย้ำว่าแม้ว่าผมจะย้ายไปแล้วก็ไม่ต้องเกรงใจที่จะแจ้งผมผมจะยังคงรับผิดชอบผลจากสิ่งที่ผมทำเต็มที่เช่นเดิม 

 

หลังจากปิดการประชุม ผมเดินออกจากห้องเพื่อจะมาขึ้นรถหน้าอาคาร บก.พัน ตั้งท่าจะกลับ แต่ก็ต้องแปลกใจ เพราะที่หน้าเสาธงกำลังพลทั้งหมดของค่ายและครอบครัวได้มาเข้าแถวยืนรวมกันเพื่ออำลากันเป็นครั้งสุดท้าย พี่สาวหลาย ๆ คนที่เป็นภรรยานายทหารที่อายุมากกว่าผมสักสิบปีมีน้ำคลอเบ้าตา เข้ามาจับมือผมและบอกว่าในชีวิตนี้คงหาผู้บังคับบัญชาที่เหมือนผมไม่ได้อีกแล้ว จากนั้นนายทหารของหน่วยได้เชิญให้ผมขึ้นแท่นรับการเคารพและอ่านคำสดุดีกล่าวอำลา แล้วสร้างเซอร์ไพรซ์เล็ก ๆ ให้แก่ผมเพิ่มเติมโดยนำโล่ที่พวกเขาเก็บเงินกันคนละเล็กละน้อย โดยแอบจัดทำไม่ให้ผมรู้มอบให้ผม ซึ่งคำที่จารึกสั้น ๆ บนโล่นั้นทำให้ผมบอกกับตนเองว่า "วันนี้วันที่ผมจบภารกิจที่ได้รับมาและกำลังจากสถานที่แห่งนี้ไปในอีกไม่กี่อึดใจนี้ ผมคงไม่สามารถนำสิ่งของที่ผมนำมาเมื่อวันแรกกลับไปได้หมดเสียแล้ว เพราะผมคงต้องทิ้งหัวใจฝากไว้ที่นี่ตลอดไป" 

 

ผมรับโล่มาด้วยความตื้นตันใจแล้วกล่าวตอบขอบคุณทุกคน ก่อนนำมันบรรจงใส่เป้หลังคู่ใจอย่างทะนุถนอม แล้วลงจากแท่นเพื่อมาขึ้นรถมอเตอร์ไซค์คาวาซากิสตาร์ทเครื่อง ปิดหน้าหมวกกันน็อกลงแล้วหันหน้ามาโบกมือลากำลังพลและครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะบิดเร่งเครื่องขับกลับออกจากค่ายสวนเส้นทางเดิมที่เคยขับเข้ามาเมื่อเกือบสองปีก่อน

-------------------------------------------------------



ผู้ตั้งกระทู้ เบญจพล (benjapol5-at-msn-dot-com) กระทู้ตั้งโดยสมาชิก :: วันที่ลงประกาศ 2012-09-15 13:07:28


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





ทุกท่านสามารถนำทุกส่วนของ Website ไปเผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ได้ตามประสงค์ เว้นจะนำไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อสมาชิก จปร.32