เกี่ยวกับเรา

 จปร.32

          ระยะเวลา 2 ปี ที่เราใช้คำนำหน้าว่า  ‘’นักเรียนเตรียมทหาร’’ นับว่าเป็นเวลาไม่มากนัก แต่สิ่งที่เราได้รับในเวลา 2 ปีจากโรงเรียนเตรียมทหาร ก็ให้สิ่งที่พวกเรานับแทบไม่ถ้วนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ใหม่ที่ผิดไปจากชีวิตพลเรือนที่ผ่านโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อเพื่อนและสังคมใหม่แห่งนี้ ร่างกายและจิตใจที่ถูกทำให้แข็งแรงและแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรับผิดชอบอย่างสูงต่อตนเองและส่วนรวม ถูกสร้างขึ้นที่นี่ กำแพงแห่งความแตกต่างระหว่างเรา ถูกทำลายอย่างราบคาบ ตลอดความสนุกสนานที่หาที่อื่นเหมือนได้ยาก สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่ประทับใจและฝังแน่นในความทรงจำอย่างแท้จริง ยากยิ่งที่จะเขียนเป็นตัวอักษรและเราอยากจะให้สิ่งเหล่านี้เป็นความความทรงจำที่ลึกซึ้งของเราตลอดไป

          เมื่อเราทั้งหลายจำเป็นต้องแยกกันไปเรียนยังโรงเรียนเหล่าของตนเองหรือว่าจะจบรับราชการ จึงเป็นเพียงการแยกจากกันระหว่างกายอย่างเดียวเท่านั้น โดยจิตใจของรุ่นเราทั้งหมดยังคงมีความสำนึกแห่งความเป็นเพื่อนกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อรำลึกถึงเวลาที่เราใช้ชีวิตและจิตใจร่วมกันในโรงเรียนเตรียมทหาร เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราคงจะได้ร่วมมือร่วมใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไปในอนาคตสมกับความมุ่งหมายในการตั้งโรงเรียนเตรียมทหารและความต้องการของชาติอีกด้วย

น. น้ำหนึ่งใจเดียวเกลียวกล้ำ

ต. ตั้งใจแน่วแน่แล้วทำ

ท.นั้นทำ ทำไม่ได้ไม่มี

 เตรียมทหาร 21 พุทธศักราช 2521 ปีแห่งประวัติศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงและความทรงจำของเรา เด็กหนุ่มจากทุกพื้นที่ของประเทศไทยกว่า 13500 คน ได้มีจุดมุ่งหมายและความปรารภนาที่แรงกล้าอย่างเดียวกันในการที่จะเข้ารับการศึกษาในสถาบันที่ทรงเกียรติที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และยังเป็นสถานที่เชื่อกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของผู้นำของประเทศในอนาคตอีกด้วย สถาบันนั้นก็คือ ‘โรงเรียนเตรียมทหาร

เตรียมทหาร สถาบันที่ผลิตนักเรียนเตรียมทหารเพื่อที่จะส่งไปศึกษาต่อยังโรงเรียนเหล่าทั้ง 4 นั้นคือ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ต่อไป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างและสมัครสมานความสามัคคีในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ระหว่าง กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศและกรมตำรวจ เป็นการรับใช้ประเทศชาติในอนาคตต่อไป

 จากการคัดเลือกกลั่นกรองทางด้านสติปัญญา กำลังกาย จิตใจ ลักษณะท่าทาง สุภาพอย่างพิถีพิถันที่สุด ตามลำดับขั้นตอน จนเหลือบุคคลที่สามารถเรียนได้ว่ายอดของยอดจำนวน 746 นายเพื่อที่จะเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารและนี่คือที่มาของเรา ‘’เตรียมทหาร21”

 ชั้นปีที่1 สู่รั้วแดงกำแพงเหลือง

       โคลงบทที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของเราตลอดมา และบัดนี้ได้ถึงเวลาที่เราจักพิสูจน์ด้วยตัวเราเองว่า ร่างกาย วิญญาณและจิตใจที่แข็งแกร่งของเรา ที่ฝ่าฟันอุปสรรคไปสู่เกียรติยศสมความปรารภนาได้หรือไม่

     18 กุมภาพันธ์ 2523 วันที่เปลี่ยนจาก “สุภาพบุรุษ พระราม 4” เป็น “อัสวิน จปร.” เราทั้ง 365 นายเริ่มต้นที่นี่ด้วยการฝึกภาคที่ตั้งโดยมีการทดสอบร่างกายจิตใจของเรา เพื่อให้มีความพร้อมที่จะไปฝึกภาคป่าต่อที่ ค่ายอินวะษา จังหวัดกาญจานบุรี เวลาการฝึก 4 สัปดาห์ ที่ค่ายอินวะษานี้สร้างความประทับใจให้แก่เรามาก ตั้งแต่ปัญหาแรกก่อนที่จะเข้าค่ายก็ถูกซุ่มขบวนยานยนต์ ที่ทำให้เราต้องลงแบกของใช้เครื่องสนาม เดิมอ้อมถึง 5 ก.ม.เพื่อเข้าค่าย ปัญหาอดอาหารต่อด้วยอดน้ำและที่สมจริงสมจัง ดุเดือดที่สุดคือ ปัญหาสุดท้ายการเข้าตียึดที่ทำการไทรโยคและสถานีรถไฟ เพื่อจับนายชมหัวหน้าและข้าศึกสมมติ หลังจากจบหลักสูตรประดับเข็มอินวะษาเรียบร้อย ก็กลับสู่โรงเรียนอีกครั้ง คราวนี้ความเงียบเหมือนวันที่เข้ามาวันแรกไม่มีอีกแล้ว เพราะรุ่นพี่ๆได้เสร็จสิ้นการฝึก กลับเข้าโรงเรียนก่อนหน้าเราเรียบร้อยแล้ว แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้เราแปลกใจอยู่อีก โดยเฉพาะพี่ชั้น 5 ให้ความเป็นกันเองผิดกับที่เราคิดไว้มาก จึงทำให้เราร่วมมือออกแรงช่วยพี่จัดงานปิดสมัยการฝึก ตลอดจนย้ายที่นอนให้เป็นที่เรียบร้อย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เราก็เริ่มมีความรู้สึกที่แปลกออกไปอีก ความเป็นกันเองระหว่างพี่และเราเริ่มหมดไป คำพูดคุยกลายเป็นคำสั่ง ความสดชื่นที่พี่ๆเคยชอบกลายเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารภนา แต่เราก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะจิตใจเราจดจ่ออยู่อย่างเดียวคือ ช่วงปิดเทอมที่กำลังมาถึงเพื่อเราจะได้กลับบ้านของตนเองเสียที ในช่วงปิดเทอมนี้เองเราต้องผลัดกันเข้าเวรเตรียมพร้อมที่โรงเรียนคนละ 3 วัน ที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงสิ่งที่เราได้ประสบตอนเปิดเรียนไม่รู้ว่าต้องใช้อะไรเป็นตัวคูณหรือยกกำลังกับสิ่งที่เราเจอตอนเข้าเวร 3 วันนี้

      ก่อนเปิดการศึกษา 8วัน พวกเราได้มายืนพร้อมหน้ากันอีกครั้งทีหน้ากองพันที่ 2 กองพันนักเรียนใหม่คือตัวเรานั่นเอง ในเวลา 8วันนี้เป็นเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน ภาพทุกภาพใน 8 วันนี้แทบจะหลับตาเห็นทันทีไม่ว่าจะนึกถึงเวลาใด จนถึงวันเราการศึกษา วันที่เราเริ่มเห็นความแตกต่างระหว่างสวรรค์กับนรกได้ชัดเจน ทั้งๆที่ยังหายใจอยู่ เวลาเจ็ดโมงครึ่งของทุกวันเราจะแต่งชุดฝึกเดินแถวต่อจากพี่ๆ ที่แต่งชุด กศ.เพื่อเดินข้ามไปเรียนฝั่งกองการศึกษาซึ่งเป็นสถานที่ๆเราอยากอยู่นานที่สุดเพราะเราจะได้ผ่อนคลายความเครียดในใจของเราบ้างตกเย็นความเครียดเริ่มครอบงำเราอีกเพราะถึงเวลาที่ต้องเดินแถวกลับกรมนักเรียนกลับไปสู่การใช้กำลังและความเร็วอีกครั้ง วันเสาร์ อาทิตย์ของเรากลับไม่ใช่วันพักผ่อนเหมือนคนอื่น กลายเป็นวันที่เราต้องเพิ่มความตึงเครียดขึ้นไปอีก เราต้องตื่นเช้ากว่าเดิมเพื่อทดสอบร่างกายทุกสัปดาห์และยังเพิ่มการฝึกในเวลากลางวันอีกด้วย

      ในช่วงปลายภาคการศึกษาแรก เราได้ผ่อนคลายความตึงเครียด เพราะเป็นฤดูการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียนทหารตำรวจและภายในโรงเรียนเองยังมีกีฬากอง  โดยเฉพาะกีฬากองถ้วยชนะเลิศที่ใหญ่ที่สุดก็คือถ้วยรักบี้และปีนี้เรานำมาครองได้สำเร็จ ในวันก่อนปิดภาคการศึกษาแรกก็มีพิธีต้อนรับเราเป็นนักเรียนเก่า ซึ่งหมายความในตอนนี้คือยกเลิกระบบฉากเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติ และความเป็นอยู่ของเรายังเป็นเหมือนนักเรียนใหม่ พิธีที่สำคัญต่อเราอีกพิธีหนึ่งก็คือ พิธีรับกระบี่สั้นเมื่อ 22 ตุลาคม 2523 นับได้ว่าเราเป็นนักเรียนนายร้อยที่สมบูรณ์วันนี้เอง

      ภาคการเรียนที่ 2 วิชาที่เรียนในภาคนี้เริ่มสร้างความหนักใจให้เราไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ เคมีหรือฟิสิกส์ กองการศึกษาที่เคยเป็นที่พึ่งให้เราได้ผ่อนคลายความตึงเครียดทางกายและใจ กลับเป็นที่เพิ่มความเครียดทางสมองแทน ทำให้เราหลายนาย มีความพะวักพะวนในใจหลังสอบไล่ปลายปีผ่านไปแล้ว ในระหว่างการศึกษาภาคปลายนี้มีการฝึกประจำอีกอย่างหนึ่งคือการฝึกการเดินทางไกล ที่ จ.กาญจนบุรี การเดินทางในครั้งนี้มีชื่อเรียกกันภายหลังว่า ‘การเดินระเบิด’เพราะระยะทางที่เดินจากจุดเริ่มต้นคือสถานีรถไฟท่ากิเลน ถึงที่หมายน้ำตกไทรโยคน้อยอ้อมไปอ้อมมาในป่าใช้เวลาถึง 3 วัน แต่ใช้เวลากลับเพียงคืนเดียว โดย11 กิโลเมตรแรกวิ่งแจ่งกันมา จากนั้นความเร็วเริ่มลดลงรองเท้าฝึกที่สวมต้องเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะกันทีละคน จนใกล้เช้าสภาพการเดินของเราเหมือนผีดิบในภาพยนตร์ ต้องเดินหลับตาแต่มือยังเกาะสายโยงเป้ คนข้างหน้า ขาก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างทุลักทุเล หยุดตรงไหนก็หลับตรงนั้น เรียกว่าเป็นสุดยอด “แห่งความเพลียในชีวิต”เลยก็ว่าได้

         25 มกราคม 2523 วันกองทัพไทย เป็นวันที่สคัญของเราอีกวันหนึ่งเพราเป้นวันที่สวนสนามสาบานเสาธงของทหารใหม่ทั่วประเทศ รวมทั้งเราเป็นตัวแทนของรงเรียนนายร้อย ในการสวนสนามที่ลานพระบรมรูปทรงม้าครั้งนี้ด้วย 

หลังจากที่ภารกิจสวนสนามสาบานธงลุล่วงไปได้ด้วยดี ก็ถึงสมัยการฝึกของเราในสัปดาห์แรกเป็นการฝึกวิชาทหารช่าง เกี่ยวกับการป้อมสนาม เครื่องกีดขวางต่างๆที่เหลืออีกเดือนหนึ่งเป็นการฝึกวิชาทหารราบ ณ ค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามที่เราได้เล่าเรียนทางทฤษฎีมาตลอดปีการศึกษา การฝึกครั้งนี้เป็นการฝึกทางยุทธวิธีของหน่วยทหารราบขนาดเล็ก เมื่อจบการฝึกก็อำลาศูนย์การทหารราบมุ่งหน้ากลับโรงเรียน ในช่วงนี้เองก็อดที่จะกล่าวถึงเหตุกาณณ์ภายนอกที่มาเกี่ยวข้องกับเราไม่ได้ เรายังคงจำเหตุการณ์ “เมษาฮาวาย” ที่เกิดขึ้น แล้วทำให้เราพลอยตื่นเต้นไปด้วยเพรามีการนำชื่อของเราไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ก่อนที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยจริงๆ เหตุการณ์ก็ยุติไปด้วยดีเสียก่อน และเราก็ได้รับข่าวดีในเหตุการณ์นี้คือ ทางโรงเรียนประกาศเลื่อนชั้นของเราขึ้นเป็นชั้น 2 หมดทุกนาย ก็เป็นอันสิ้นสุดความเป็นน้องเล็กสุดของโรงเรียนตั้งแต่ต่อนี้ไป

 ชั้นปีที่ 2

       จากการเลื่อนชั้นขึ้นเป็นชั้นปีที่ 2 ทำให้เราเริ่มมีอาวุโสขึ้นมาบ้าง ชีวิตค่อยน่าอยู่ขึ้นมาบ้าง โลกก็มองดูสดใสขึ้นมาก  ด้านการปกครองบังคับบัญชาเริ่มปล่อยให้เรารู้จักการใช้เวลาเป็นของตนเอง ควบคุมดูแลความประพฤติ ตัวเองโดยไม่มีใครมาคอยควบคุมดูแลเราอยู่ตลอดเวลาเหมือนปีที่แล้ว ว่าที่จริงบางครั้งมันก็ทำให้เรารู้สึกเหง่าๆเหมือนกัน แต่ก็นับว่าเราทำได้ดีพอสมควรในการปกครองตนเองทำให้ความเป็นอยู่ในปีนี้เป็นไปอย่างค่อนข้างราบรื่น แม้ว่าจะมีการสะดุดบ้างในตอนต้นปีและปลายปีอีกนิดหน่อยก็ไม่มีปัญหาอะไรมาก ส่วนเรากับรุ่นน้องที่เข้ามาใหม่คล้ายคลึงกันจึงทำให้การพบปะพูดจากับน้องเป็นไปในทางเห็นอกเห็นใจและมีเมตตาปราณีหวังดีต่อกันทุกครั้ง

       ด้านการศึกษา วิชาทีเรียนได้เพิ่มวิชาใหม่ๆ ขึ้นมาหลายวิชามีทั้งยาและง่ายผสมกัน แต่ที่เราจำได้ขึ้นใจมากที่สุดคือวิชาแมคแคนิคส์ที่ทำให้เวลาเราคุยกันถึงวิชานี้ทำให้เราซึมไปเลยทีเดียว ด้านการกีฬา ปีนี้ทางโรงเรียนเราได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโรงเรียนทหาร-ตำรวจ ซึ่งจัดได้ยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรี สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แกผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง ส่วนหน้าที่ๆสำคัญของเราในงานนี้คือการแปรอักษรและเป็นกองเชียร์หลักไปในตัว และเป็นการเชียร์แบบสุดใจถวายชีวิตกันเลยทีเดียว ในวันสุดท้ายก็สมใจเราเพราะเราสามารถนำถ้วยรวมชนะเลิศกลับมาสู่สถาบันอันเป็นที่รักเราได้ด้วยความภาคภูมิใจ

      วันที่ 5 สิงหาคม วันคล้ายวันพระราชทานกำเนิดของโรงเรียนที่จัดขึ้นทุกปี แต่ปีนี้พิเศษอยู่หน่อย เพราทางโรงเรียนได้ใช้วันี้เป็นวันพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าแห่งใหม่ ที่จังหวัดนครนายก คาดกันว่าคงจะเสร็จในราวปี 2529นี้และเราคงจะได้มีบางส่วนกลับมารับใช้และช่วยกันสร้างสรรค์โรงเรียนแห่งใหม่ของเรานี้ด้วย

     สำหรับการศึกษาปลายภาคนี้ได้มีภารกิจใหญ่สำหรับเราอีกอย่างหนึ่งคือ การสวนสนามราชวัลลภ เพื่อเป็นการถวายสัตย์ปฎิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ จากการซ้อมการสวนสนามอย่างจริงจัง ทำให้วันร่วมพิธีเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทหารทุกหน่วยและประชาชนที่ร่วมชมได้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกขั้นว่า โรงเรียนนายร้อย จปร. ยังคงรักษาความเป้นหนึ่งในการผลิตนายทหารชั้นดีให้แก่กองทัพบกได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายไม่เปลี่ยนแปลง

     ต่อจากการแสดงแฟนซีแมนเนอร์ในวันกองทัพไทยแล้ว เราก็เริ่มออกฝึกกันตามหน่วยทหารต่างๆ เริ่มต้นด้วยการฝึกสื่อสารที่เขาชะโงก จ.นครนายก เป็นการฝึกใช้เครื่องมือการสื่อสารที่มีอยู่ทุกชนิด ในกองทัพบกไทย ทั้งวิทยุ โทรศัพท์ นำสารทัศนสัญญาณ แต่ที่ประทับใจมากในการฝึกครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความแปลกใหม่ของเครื่องมือสื่อสารหรอก แต่เป็นความแปลกใหม่ของอาหาร ‘ ผัดมันแกว ‘ แถมยังใส่ไข่ซะด้วย ต่อจากนครนายกก็มุ่งหน้าไปยังลพบุรีเพื่อฝึกทหารปืนใหญ่ เราปฏิบัติทุกหน้าที่กันเลยทีเดียวตั้งแต่ศูนย์อำนวยการยิงผู้ตรวจการณ์หน้า และพลประจำปืน การลอดปืนใหญ่ไม่ใช่ของสนุกเลยนะ พอครบอาทิตย์ก็เดินทางไปฝึกการขับรถที่กาญจนบุรี เป็นการฝึกขับขั้นพื้นฐาน  พอขับได้แต่ยังไม่ค่อยเก่งก็ต้องเปลี่ยนไปฝึกวิชาทหารช่างที่ จ.ราชบุรี ในการฝึกครั้งนี้เป็นการเรียนรู้ชนิดของวัตถุระเบิดในรูปแบบต่างๆ ชและก็มาถึงหลักชัยของกองทัพบกคือการฝึกทหารราบที่ศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัชต์ นับเป็นครั้งที่ 2 ในการฝึกที่นี้ เป็นการฝึกคล้ายแบบเดิมแต่เพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้นไปอีก และที่สร้างความประทับใจให้เราและความตกตะลึงเพราะไม่เคยเห็น คือการสาธิตการยิงฉากป้องกันตนขั้นสุดท้ายที่ยิงกันยิ่งกว่าที่เคยดูในภาพยนตร์เสียอีกทั้งสวยงาม น่ากลัว และสร้างความฮึกเหิมให้ตัวเราขึ้นมาอีก

    ปีนี้เป็นปีที่มีการจัดงานฉลองสมโกชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ในเดือนเมษายน เราก็ได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนของโรงเรียนในการสมโภชครั้งนี้ อีกครั้ง หน้าที่ก็แบ่งเป็น 2 หน้าที่ คือเป็นกองเกียรติยศบริเวณพลับพลาท้องสนามหลวง และอีกหน้าที่หนึ่งได้รับการขนานนามว่าพวกเทวดาเพราแต่งตัวเหมือนเทวดาทำหน้าที่อัญเชิญพระชัยหลังช้างจากท่าราชวรดิษฐ์มาสู่ท้องสนามหลวงได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้เราได้มากเลยทีเดียว จากงานนี้แล้วจึงได้แยกย้ายกันไปเพื่อรอวันเปิดภาคการศึกษาใหม่ในฐานะที่เลื่อนชั้นเป็นชั้นปีที่ 3 ชั้ที่อยู่ระหว่างกลางพี่ 2 ชั้น และน้องอีก 2 ชั้น

 ชั้นปีที่ 3

             การเลื่อนชั้นปีที่ 3 มีสิ่งที่ทำให้เราลืมไม่ลงอีกครั้ง คือการต้อนรับในการย้ายมาอยู่กองพันที่ 4 จะมาธรรมดาก็ธรรมดา จะว่าแปลกก็แปลก ที่ว่าธรรมดาเพราะการต้อนรับด้วยการปรับปรุงมิได้มีอะไรมากมายและแปลกใหม่เลยเพียงครึ่งวันก็เสร็จเรียบร้อย แต่ที่ว่าแปลกก็เพราะไม่เคยมีเห็นหรือได้ยินมาก่อนว่ามีการต้อนรับนักเรียนอาวุโสแบบนี้มาก่อน แรกๆ ก็แปลกใจเหมือนกันแต่เมื่อได้มาอยู่กองพันที่ 4 กองพันที่ไม่เหมือนใครและยากที่จะมีใครเหมือน ก็ลองคิดดูในช่วงการศึกษา กลางวันก็เรียนไป ตกเย็นมีการเล่นทหารกันอยู่เป็นประจำ เช่น การฝึกไต่เชือกข้ามสระน้ำ วิ่งวัวต่าง และที่ทำกันเป็นงานใหญ่คือการตรวจพร้อมรบ ซึ่งก็นับเป็นโอกาสเหมาะพอดีของเราอีกครั้งที่ได้เป็นกองพันในการตรวจพร้อมรบในครั้งนี้โดยมีนายทหารระดับสูงจากกองทัพบกเป็นประธานในการตรวจครั้งนี้ด้วย ในครั้งนี้ยังมีการจำลองภาพเหตุการณ์การรบในลาวโดยใช้เราเป็นผู้แสดงอีกด้วย

             ภาคการศึกษาแรก มีผลงานอีก 2 ชิ้นนอกเหนือไปจากการศึกษา เรามีส่วนร่วมและเป็นกำลังหลัก งานชิ้นแรกเป็นการให้ความร่วมมือกับสถาบันต่างๆในการพัฒนาเยาวชนตามโครงการเทพอำนวยของกองพลที่ 1 รักาพระองค์ ผลงานชิ้นที่ 2 ที่ได้แสดงให้เห็นความสามัคคีและความสามารถของรุ่นได้ชัดเจนมากก็คือ การจัดงานปิดการแข่งขันกีฬาภายในที่ทำได้ดีและยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่เคยมีมา

           ภาคการศึกษาที่ 2 ภารกิจแทรกลดน้อยลงไปทำให้เรามีเวลาในการเรียนมากขึ้น ดังนั้นในวันประกาศผลการศึกษาจึงไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าทำไมเราจึงสอบผ่านหมดทุกคน

          สถานที่ฝึกแห่งแรกของสมัยการฝึกคือ  จ.สระบุรี เป็นการฝึกวิชาทหารม้า ใช้เวลา 2 สัปดาห์ โดยแบ่งออกเป็น 2 พวก ฝึกสลับกันระหว่าง ขี่ม้าและขับรถถัง พวกขี่ม้าเริ่มศึกษาตั้งแต่พื้นฐานจนถึงฝึกบังคับม้าได้ สำหรับพวกฝึกขับรถถังก็เรียนกันทุกอย่างตั้งแต่ คุณลักษณะ อาวุธ การควบคุม การยิง และที่เราสนุกมากที่สุดก็คือการขับรถถัง หลังการฝึกวิชาทหารม้าจบก็มุ่งสู่ลพบุรีอีกครั้งคราวนี้เป็นการฝึกปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ใช้เวลา 1 สัปดาห์ ต่อจากนั้นก็เป้นการฝึกขับรถของวิชาทหารขนส่ง เพื่อหาความชำนาญเพิ่มเติมจากปีที่แล้ว การฝึกผ่านไปด้วยดีทุกคนปลอดภัยกลับกรุงเทพฯ                     

      เพื่อไปฝึกที่กรมวิทยาศาสตร์ทหารบกเกี่ยวกับนิวเคลียร์ เคมี ชีวะ เราได้รู้จักเครื่องพ่นไฟ การตรวจสอบการแผ่รังสี และที่ทำให้แสบขนาดน้ำตาไหลไม่หยุด คือ แก๊สน้ำตา การฝึกอันดับรองสุดท้ายเป็นการฝึกวิชาการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก   โดยมีครูฝึกเป็นนาวิกโยธินการฝึกคล้ายกับทหารบก นอกเสียจากก่อนที่จะปฏิบัติภารกิจต้องไปอยู่ในรถยกพลขึ้นบกที่ลอยวนอยู่ในทะเลชมยอดคลื่นประมาณ 2 – 3 ช.ม.ถึงจะได้ขึ้นหาด เมื่อฝึกเสร็จก็กลับกรุงเทพฯ

      การฝึกสุดท้ายเป็นการฝึกช่วงระยะเวลานานถึง 4 สัปดาห์ คือการฝึกหลักสูตรส่งทางอากาศหรือที่เราเรียกกันว่าหลักสูตรโดร่มอันเป็นหลักสูตรที่ทางโรงเรียนของเราได้บรรจุเข้าไว้ในการฝึกของนักเรียนชั้นปีที่ 3 เราถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยในการฝึกครั้งนี้ ผลัดกันไปฝึกที่โรงเรียนสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี เราได้เป็นนักเรียนทหารพลร่มรุ่นที่ 144 และ 145 ตามลำดับ การโดดร่มของเราทั้งสองรุ่นจัดได้ว่าค่อนข้างอันตรายเพราะเป็นช่วงฤดูร้อนลมแรงมาก ทำให้เวลาการโดร่มมักจะถูกลมพัดออกนอกสนามอยู่เสมอ บางคนตกลงบนหลังคาบ้าง ติดต้นไม้บ้าง ลงเชิงเขาบ้าง ทำให้เกิดการบาดเจ็บกันไปหลายนาย และครั้งนี้เองทำให้เห็นน้ำใจความเป็นเพื่อนทีแสดงความห่วงใยซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี

         หลังจากฝึกเสร็จทั้งสองรุ่น  ก็เตรียมเปิดภาคการศึกษาในชั้นปีที่ 4 ต่อไป โดยทุกนายสามารถสอบผ่านได้เลื่อนชั้นทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง

  ชั้นปีที่ 4

       เปิดการศึกษาใหม่ในฐานะของนักเรียนอาวุโสชั้นสูงที่ค่อนข้างจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งฝั่งกรมนักเรียนและกองการศึกษา เช่น นักเรียนจาก 5 ชั้นปีเหลือเพียง 4 ชั้นคือ 2,3,4 และ 5 ชั้นปีที่ 1 นั้นถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับการศึกษาสายสามัญ การจัดกำลังพลนั้น นักเรียนทุกชั้นปีจะอยู่ในกองพันเดียวกันซึ่งแต่ก่อนแยกกันอยู่กองพันและชั้นปี ด้านการศึกษาเป็นการแยกกองวิชาเรียนตามความถนัดของแต่ละบุคคล มีอยู่ 4 กองวิชาคือกองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ กองวิชาวิศวกรรมเครื่องกล กองวิชาวิศวกรรมโยธา และกองวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ส่วนการฝึกในตอนเย็นนั้นในภาคแรกได้จัดให้เป็นการฝึกแบบการฝึกทหารใหม่ ซึ่งเป็นประโยชน์ในด้านแนวความคิดและประสบการณ์ก่อนรับราชการเป็นอย่างดี

     ภาคการศึกษาที่ 2 นอกจากจะต้องคร่ำเคร่งศึกษาในวิชาเรียนในแต่ละกองวิชาของตนเองแล้ว ก็ยังได้รับภารกิจต่างๆ โดยเฉพาะการฝึกซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นครูฝึกต่อจากพี่ชั้นปีที่ 5 ที่จะต้องเตรียมตัวจบการศึกษา หน้าที่การฝึกที่เราได้รับมอบให้เป็นผู้ควบคุมและครูฝึกมีอยู่ 3 หน้าที่ หน้าที่แรกคือการเป็นครูฝึกการลงพื้นของนักเรียนชั้นปีที่ 3 อันเป็นพื้นฐานของการฝึกหลักสูตรโดร่ม เพื่อเตรียมตัวที่จะไปเรียนหลักสูตรนี้ในปลายปีการศึกษา หน้าที่ที่ 2 คือการฝึกท่าบุคคลมือเปล่าและบุคคลท่าอาวุธให้แก่รุ่นน้อง และเพื่อนรุ่นเดียวกัน ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการฝึกด้วยตัวเองด้วย หน้าที่สุดท้ายคือการควบคุมและการฝึกซ้อมการสวนสนามราชวัลลภของนักเรียนชั้นที่ปี 2 และ 3 ภารกิจที่เราได้รับมอบหมายทั้ง 3 ภารกิจนี้ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

     เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่พวกเราส่วนหนึ่งได้รับมอบให้ทำการแทนนักเรียนหัวหน้า ซึ่งเป็นการเข้าลองงานเพื่อที่จะได้รับมอบหน้าที่อย่างถูกต้องต่อไปในปีหน้า

     สมัยการฝึกของเราในปีนี้เป็นการฝึกเพียงหลักสูตรเดียวคือหลักสูตรจู่โจมของศูนย์สงครามพิเศษ  คราวนี้เราฝึกรวมกันทั้งหมดไม่ต้องแยกเหมือนตอนฝึกโดดร่ม เราได้เป็นนักเรียนจู่โจมรุ่นที่ 73 ของศูนย์สงครามพิเศษ ระยะในการฝึก 10 สัปดาห์ ถูกแบ่งออกเป็น 3 ภาค ภาคแรก 4 สัปดาห์เป็นภาคที่ตั้งฝึกที่ลพบุรี เป็นการเรียนเกี่ยวกับภาคทฤษฎีการทำสงครามพิเศษในช่วงเช้า พอตกบ่ายก็ลงสนามฝึกทำการฝึกตามที่เรียนมา แต่ที่สร้างความหนักใจให้เรามากในภาคนี้คือการทดสอบร่างกาย เช่น วิ่ง5ไมล์ วิ่งวัวต่าง เดินเร็ว 12 ไมล์ เป็นต้น ภาคที่ 2 เป็นภาคป่าซึ่งแบ่งเป็นป่าเล็กและป่าใหญ่

    โดยใช้พื้นที่การฝึกที่ค่ายเพ่งผล จ.กาญจนบุรี การฝึกเริ่มเพิ่มความเข้มข้นและดุเดือดขึ้นเป็นลำดับ ปัญหาและสถานการณ์ที่ได้รับมาเริ่มทำความเหนื่อย ความหิว และความง่วงให้เราเหมือนกับที่เราเคยได้ยิน ได้ฟังมา  โดยเฉพาะที่จำกันได้แม่นและซึ้งในความรู้สึกก็คือการเดินเร็ว 17 ไมล์ , การเดินขึ้นลงเขา การเจอกับปัญหาอด 8 มื้อการเดินไปบ้องตี้ แต่สิ่งที่พวกเราได้รับอย่างมากจากการฝึกภาคป่านี้ ก็คือการออกคำสั่งยุทธการ  การรู้จักวางแผนอย่างมีหลักการและการเพิ่มความแม่นยำในการใช้แผนที่เข็มทิศอีกด้วย จบภาคป่าเป็นเวลาทั้งหมด 4 สัปดาห์ ต่อไปก็เป็นภาคทะเลและที่ลุ่มใช้เวลา 2 สัปดาห์พื้นที่การฝึกได้แก่ ชายฝั่งทะเล จ.ประจวบคีรีขันธ์และ จ.เพชรบุรี

      การฝึก 2 สัปดาห์หลังนี้ได้สร้างความประทับใจแก่เราได้มากมาย จะเรียกว่ามากกว่าภาคที่ตั้งรวมกับภาคป่าก็ยังได้ เริ่มตั้งแต่ถึงสวนสนยังไม่ทันจะลงรถหมดก็มีสถานการณ์นอกการฝึกเข้ามาแทรก เริ่มการฝึกด้วยการสละเรือใหญ่ลอยคอหลบแมงกะพรุนไฟเข้าหาฝั่ง เราเริ่มสละเรือใหญ่เป็นเวลาประมาณบ่าย 2 โมง กว่าจะขึ้นฝั่งหมดก็ 4 ทุ่ม ลองคิดถึงระยะเวลาที่ลอยอยู่ในทะเลดูว่าทรมานขนาดไหน ปัญหาการเข้าตีบึง บุกโคลนเข้าป่าโกงกาง ใช้เวลาเดินตั้งแต่ 3 ทุ่ม เข้าตีเสร็จลอยคอข้ามน้ำเดินกลับไปขึ้นเรือ 2 โมงเช้าพอดี แถวยังต่อด้วยปัญหาอดที่ทำให้เราต้องกลายเป็นชาวประมงจำเป็นโดยปริยาย ขุดหอยหาปลากินประทังชีวิตบ้าง ไม่ประทังชีวิตบ้างเป็นเวลาประมาณ 6 มื้อ และที่สุดของการฝึกหลักสูตรจู่โจมต้องขอยกให้ “ การลุยเลนขึ้นฝั่ง ‘ ที่บ้านแหลม จ.เพชรบุรี มืดก็มืด หนาวก็หนาว ท้องเสียเพราะอาหารเป็นพิษอีก นั่งก็นั่งไม่ได้ยืนนานก็ต้องเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ การเคลื่อนที่ที่ดีที่สุดเห็นจะเป็นการคลานหรือการแถกกระดี่ไป เลนเข้าตาต้องใช้การกระพริบตาเอาเพราะถ้าใช้มือยิ่งไปกันใหญ่ วันสุดท้ายเราจบหลักสูตรที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี เป็นวันที่เราภูมิใจและดีใจมากที่สุดวันหนึ่งในชีวิตเรา  ที่เราได้ผ่านการฝึกหลักสูตรสูงสุดของกองทัพบกเรามาได้ เราขอกล่าวคำพูดสำหรับหลักสูตรจู่โจมที่ผ่านมาว่า “ขอบใจมาก สำหรับความเหนื่อยยากที่ข้าฯได้รับ”

 ชั้นปีที่ 5

“เรียน รัก รู้ รบ เจนจบหมดสิ้น อัศวิน จปร.”

              บัดนี้เราได้ก้าวขึ้นมาเหยียบอยู่บนบันไดขั้นสุดยอดของโรงเรียนนายร้อยที่มีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบสูงสุดที่จะเข้าควบคุมการปกครองที่แท้จริงของโรงเรียน และยังเป็นการฝึกตนเองเป็ยอย่างมากในการฝึกปกครองคน การเลือกการปฏิบัติที่เหมาะสมของตนเองในการเตรียมตัวเพื่อที่จะจบออกไปรับราชการในกองทัพบกต่อไป

              ต่อไปนี้......จะเป็นประวัติหน้าสุดท้ายของการเป็นนักเรียนนายร้อย ของเรา พร้อมกับการเป็นจุดเริ่มต้นก่อนการที่จะก้าวออกไปเป็นทหาร “จปร. 32”

              ความร่วมมือของเราอันดับแรก ต่อจากการทำพิธีเลื่อนชั้นการศึกษา มีอยู่ 2 อย่างพร้อมกันคือ การจัดงานปิดสมัยการฝึก ที่เป็นความรับผิดชอบในการจัดงานนี้ทั้งหมด ในงานวันนั้น องค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงเป็นอาจารย์ของเรา ได้เสด็จมาร่วมในงานครั้งนี้ด้วย ซึ่งเราทุกคนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ความร่วมมืออีกอย่างหนึ่งในเวลาเดียวกันกับการจัดงานนี้ก็คือความร่วมมือในการเตรียมการต้อนรับนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 24 เหล่าทหารบกจากโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งก็คือนักเรียนชั้นปีที่ 1 ของเรานั่นเองที่แยกไปศึกษารวมกับนักเรียนนายเรือ นักเรียนเรืออากศ และนักเรียนนายร้อยตำรวจ ที่โรงเรียนเตรียมทหาร  ในการต้อนรับและการปกครองนักเรียนชั้น 2 ใหม่ ในครั้งนี้ได้กระทำอย่างมีระเบียบแบบแผนที่รัดกุม ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากพวกเรากันเองเป็นอย่างดีจนผลออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก การลาออก การเจ็บป่วยทางร่างกายหรือทางจิตใจจนต้องพักการศึกษาไม่มีแม้แต่นายเดียว

        เปิดการศึกษา หน้าที่ต่างๆ ที่ทำการแทนเมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง การบังคับบัญชา ประธานกิจกรรมต่างๆในโรงเรียนก็ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ผลงานที่ออกมาตลอดทั้งปีถือว่าเป็นสิ่งยืนยันได้เป้ฯอย่างดี ภารกิจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับเราก็สามารถปฏิบัติให้เราสำเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี

      ด้านการศึกษา เรายังคงครองความเป็นเจ้าตึกเคมี สถานที่ที่เปรียบเสมือนตึกคู่รุ่น คือรรียนที่ตึกนี้มาตลอดตั้งแต่เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยจนจบชั้น 5 แต่ในปีนี้เราใช้ตักนี้น้อยลง เพียงแค่เรียนวิชาทหารที่เราเรียนร่วมกันเท่านั้น นอกจากนั้นวิชาหลักของแต่ละกองวิชาก็จะแยกกันไปเรียนโดยังคงรักษาระดับมาตรฐานของแต่ละกองวิชาไว้เหมือนเดิม ด้านวิชาเลือกที่ให้ความอิสระตามความถนัดส่วนบุคคลปีนี้นับว่ามีความทันสมัยทั้งเนื้อหาและวิชาการขึ้นมาก เช่น COMPUTER, NUCLEAR PHISIC, REMOTE SENSING , SOLAR CELL, PRETROLIUM ฯลฯ นับว่าได้สร้างความรู้ให้แก่เราได้อย่างกว้างขวางมากทีเดียว

     ภารกิจในช่วงปลายปี นอกเหนือไปจากการปฏิบัติตามระเบียบประจำวัน ได้มีเน้นด้านการฝึกอบรม เพื่อเตรียมตัวไปเป็นนายทหารที่ดีให้มากขึ้นเป็นพิเศษ เช่นการฝึกการใช้กระบี่ การอบรมเกี่ยวกับชีวิตนายทหารใหม่ ภารกิจก่อนจบอีกอย่างหนึ่งคือได้รับความไว้วางใจจากผู้บัญชาการทหารบก ให้ทำหน้าที่เป็นนายทหารในการสวนสนามของนักศึกษาวิชาทหาร กรมการรักษาดินแดน

      วันเวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงวันสุดท้ายของการสอบไล่ของชั้นเรา การเดินแถวจากฝั่งกองการศึกษามายังฝั่งกรมนักเรียนฯ ร่วมกันของเราครั้งสุดท้าย บนเส้นทางสายเดียวกันกับที่เราเคยเดินมาตลอด 5 ปี แต่ทว่าครั้งนี้ความรู้สึกของเรากับทุกครั้งที่เคยตบเท้าลงบนถนนเส้นนี้ มันต่างกันราวฟ้ากับดิน ภาพเหตุการณ์ตลอดเวลา 5 ปีได้ปรากฏขึ้นในความคิดทีละภาพอย่างรวดเรียว เราบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าใจของเราคิดอย่างไรกันแน่ ดีใจที่จะจบหรืออาลัยอาวรณ์กับการจากไป  เสียงเพลง  ”ลาแล้ว จปร.” ที่เราร่วมกันร้องกับน้องๆ กระเป๋าที่ปลิวว่อนอยู่กลางอากาศ เหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เรารู้ว่าเราได้มาถึงจุดหมายแล้ว เสียงไชโยโห่ร้องที่กึกก้อง เสมือนการประกาศให้ทั้งกองทัพบกได้ทราบว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะออกไปรับใช้ชาติและกองทัพของเราแล้ว ....................................................................................................

        สำหรับสภาบัที่สร้างความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายให้แก่เราสร้างความเป็นเพื่อนและหล่อหลอมจิตใจของเราเข้าในเบ้าหลอมเดียวกัน สร้างความเป็นทหารและทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่อาจจะบรรยายได้ สมกับคำที่เราพร่ำนึกถึงอยู่ตลอดเวลา

“เรียน รัก รู้ รบ เจนจบหมดสิ้น อัศวิน จปร.”

และเราขอจบสำหรับบรรทัดสุดท้ายของเรา เพื่อโรงเรียน สถาบันที่เรารัก ด้วยคำสุดท้ายจากใจจริงของเรา

“ข้าฯ จักรักษามรดกของพระองค์ท่าน ไว้ด้วยชีวิต”

 

          

 

Visitors: 154,776