นักเรียนใหม่หัวใจทะนง

นักเรียนใหม่ใจทนง

ชีวิตการเป็นนักเรียนนายร้อยตอนที่สนุกประทับใจลืมไม่ลงฉากหนึ่งคงตอนเป็นนักเรียนใหม่ปี 1 เพราะช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงที่ชีวิตถูกกดดันอย่างหนักจากบรรดานายทหารปกครอง นักเรียนบังคับบัญชาครูอาจารย์ ตลอดจนบรรดาพี่ ๆ ที่ไม่ได้รับเชิญทั้งหลาย ที่แวะเวียนเข้ามาตามวงรอบตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอนและบางครั้งก็หลังเข้านอน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นถ้ามองในแง่ดีหรือมองผ่านประวัติศาสตร์การทำสงครามแล้วสิ่งนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ดีทีเดียวที่ฝึกพวกเรานักเรียนใหม่ให้มีความอดทนต่อสภาวะความกดดันในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความเหนื่อย ความง่วง ความโมโห ความผิดหวัง ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ความรักที่มีต่อเพื่อน ซึ่งนั่นคือ พื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการทำนำพาชีวิตของตนเอง ของหน่วยและอาจจะต่อไปถึงประเทศชาติให้หลุดรอดปลอดภัยได้ในอนาคต

ในเดือนพฤษภาคม 2523 เป็นการเปิดภาคเรียนเทอมแรกของนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 32 ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เข้ามารายงานตัวเป็นนักเรียนใหม่ของ หมวดที่ 4 กองร้อยที่ 1 กองพันที่ 2 ของกรมนักเรียน โรงเรียนนายร้อย โดยพักนอนอยู่ชั้น 2 ของอาคารกองพัน โดยอยู่รวมกับเพื่อน ๆ อีกเก้าคนในซอยที่เคยเป็นห้องแต่ต้องมาทุบฝาห้องออกเป็นโรงใหญ่เพราะมีนักเรียนจำนวนมากกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมา พื้นที่ซอยก็ประมาณ กว้างสัก 4 เมตร ยาว 4 เมตร มีเตียงแบบสองชั้นวางไว้สามแถว แถวซ้ายและขวามีข้างละสองเตียงรวมแปดคน ตรงกลางหนึ่งเตียงสองคน รวมแล้วสิบคนพอดี เท่านั้นยังไม่พอเพราะมีตู้เหล็กใบสูงกว้างประมาณ 50 เซ็นติเมตร ยาว 1 เมตร สูงเกือบสองเมตรอีก 5 ตู้วางอยู่ปากซอย เฉลี่ยแล้วสำหรับให้นักเรียนเก็บของและสมบัติตนเองคนละครึ่งตู้ และถ้าหากสังเกตประตูให้ดีจะเห็นว่าลูกบิดติดกุญแจหน้าตู้ส่วนใหญ่จะพังไปเป็นจำนวนมากแล้วมีโซ่มาคล้องรูที่เคยเป็นที่จับแทนเพราะนักเรียนมักทำกุญแจหายและด้วยสถานการณ์ที่ไม่คอยท่าใคร เจ้าของตู้ก็มักทำลายโดยไม่ต้องรีรอมากเวลารีบเร่ง

การเป็นนักเรียนใหม่ในเดือนแรกของผมนั้นเริ่มมีแววโดดเด่นมากกว่าเพื่อน ๆ ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2523 ในคืนวันหนึ่งก่อนที่เข้าห้องฝึกฝนเพื่อทำการบ้าน หัวหน้าหมวดได้มาอ่านรายชื่อผู้ต้องได้รับโทษประจำวันหน้ากองร้อยที่พวกเรามาเข้าแถวรวมกัน ดาวเด่นของกองร้อยก็จะไล่มาตั้งแต่ชื่ออักษร ก ไก่ หมวด 1 มาเรื่อยจนถึงจนถึงหมวด 4 แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงจากท่าตามระเบียบพักเมื่อได้ยินสิ่งที่คิดว่าหูผมฝาดไปคือ "เบญจพล เข้า เวรโทษ 7 คืน" อะไรวะ ผมคิดในใจผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย หลังจากเข้าห้องฝึกฝนจนสามทุ่มก่อนเข้านอนด้วยความคาใจผมจึงขออนุญาตเข้าพบหัวหน้าหมวดที่ห้องหัวโรงนอน เพื่อขอชี้แจงโดยคิดว่าหัวหน้าหมวดอาจจะเข้าใจอะไรผิด หัวหน้าหมวดอนุญาตให้เข้ามาแล้วเปิดรายการที่บันทึกไว้ แล้วเงยหน้ามาบอกกับผมว่า "เวรโทษ 7 วันนั้น เกิดจากเมื่อเช้านี้ตอนเดินแถวจากฝั่งกรมนักเรียนไปฝั่งกองการศึกษานั้น ตรงสะพานมัฆวานที่หัวหน้าหมวดยืนซุ่มอยู่หลังต้นไม้เห็นผมยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อและขยับหมวก"

ในขณะที่ผมยังคงตกใจกับความผิดและโทษที่ผมได้รับซึ่งยังคิดอะไรไม่ออก หัวหน้าหมวดก็บอกต่อว่า "ในเมื่อมีปัญหามากนัก ก็เพิ่มเวรโทษเป็น 1 เดือนแล้วกัน" ผมยิ่งงหนักเข้าไปอีกและคิดว่าถ้าขืนยังอยู่ต่อไปคงมีแถมมาอีก ก็เลยถอยออมมาตั้งหลักที่เตียงนอนในซอย แล้วก้มหน้าก้มตาเข้าเวรโทษที่เลือกสรรให้กับผมแล้วคือผลัดสาม ตีหนึ่งครึ่งถึงตีสามครึ่ง

ผมเข้าเวรโทษแบบน่อนสต็อปมาได้สักระยะหนึ่ง ในคืนหนึ่งระหว่างกำลังหลับเอาแรงก่อนเที่ยงคืนเพื่อที่จะเตรียมตื่นไปเข้าเวร ก็ได้ยินเสียงนกหวีดปลุกให้ไปรวมหน้ากองร้อย รวมเสร็จหัวหน้าหมวดก็ถามว่าเมื่อสักครึ่งชั่วโมงมีพวกเราคนหนึ่งลงมาเข้าห้องน้ำแต่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ต้องออกทางอุโมงค์กลางอาคาร เตะฉากเลี้ยวอ้อมมาเข้าห้องน้ำหลังกองพัน แต่ดันแอบลงทางบันไดด้านหลัง ซึ่งหัวหน้าหมวดแอบซุ่มอยู่แต่จับไม่ทัน ดังนั้น ใครรู้ตัวว่าตนเองทำแล้วไม่อยากให้เพื่อนต้องอดนอนให้ยอมรับออกมา" เงียบคือคำตอบสุดท้าย "ในเมื่อเพื่อนเราไม่ยอมรับผิด และไม่มีใครชี้ตัว ก็ถือว่าทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน" หัวหน้าหมวดที่แสนดีว่ามาอย่างนั้น 

หลังจากประกาศิตได้ประกาศออกมาแล้วก็ถึงคราวหน่วยรองนำมาแปลงเป็นการปฏิบัติ โดยเริ่มจากการงอเข่า ยึดพื้น กลิ้งซ้ายขวา คลานศอก คลานเข่า ปั่นจิ้งหรีด วิ่งไปเก็บใบสนสนามหน้า เวลาผ่านไปได้สักชั่วโมง หลายคนหายง่วงเป็นปลิดทิ้งแล้ว การหาวกลายเป็นเสียงหอบ หัวหน้าหมวดก็สั่งให้กอดคอกันแล้วนั่งลง "หัวหน้าหมวดจะให้โอกาสอีกครั้ง ใครลงบันไดหลังให้ลุกขึ้นมายอมรับอย่างลูกผู้ชาย เพื่อน ๆ ที่ไม่ผิดจะได้ขึ้นไปนอน" 

ณ วินาทีนั้น เหงื่อของผมเปียกชุ่มชุดนอนสีขาวที่เลอะดินและหญ้าไปหมดแล้ว ผมคำนวณดูแล้วว่ายังถูกรับประทานแบบนี้ไปเรื่อย ๆ กว่าจะเลิกผมคงต้องไปเข้าเวรต่ออีก พอดีไม่ต้องนอนกัน พอพรุ่งนี้ไปเรียนคงหลับ อาจารย์จดชื่อมาส่งหัวหน้าหมวด และถ้าความผิดและบทลงโทษอยู่ในอัตราเช่นที่ผ่านมา ผมคงได้เพิ่มเวรโทษไปอีกพอดีครบปีใช้หนี้ไม่หมด และใจหนึ่งก็คิดในแง่ดีว่าถ้ามีใครที่ไม่ได้ทำผิดแต่มารับโทษแทน คนทำผิดอาจจะปรากฏตัวขึ้นมาด้วยความละอายใจก็ได้ 

"ถ้าไม่มีใครยอมรับอีก งอเข่าครึ่งนั่ง 100 ...." หัวหน้าหมวดยังไม่ทันที่จะพูดจบ แม้ว่าเพื่อนที่กอดคออยู่กับผมรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ และพยายามกดคอผมไว้ แต่ผมก็สลัดหลุด ยกมือที่กอดคอเพื่อนไว้ชูขึ้นมาแล้วลุกขึ้นพูดท่ามกลางความเงียบสงบ "ผมเองครับ ที่ลงบันไดหลัง" เพียงไม่กี่วินาทีเสียงพึมพัมจากกลุ่มเพื่อน ๆ ที่กอดคอกันอยู่ก็ดังกระหึ่ม เสียงที่เล็ดลอดมามีทั้งด่าทอว่าผมทำให้เพื่อนเดือดร้อน และมีบางเสียงกระซิบมาว่ามึงไม่ได้ทำมึงไปรับแทนคนอื่นทำไม

เพื่อนทั้งกองร้อยกว่าร้อยคนจะมีคนที่รู้ความจริงว่าผมไม่ใช่คนที่ลงบันไดหลังในคืนนั้น คงมีเพียงสองคนเท่านั้นคือ ผม และคนที่หัวหน้าหมวดคว้าข้อมือที่หลังเสาหน้าห้องน้ำไม่ทัน ยังไม่ทันที่จะมีการโต้แย้งอะไรเกิดขึ้น หัวหน้าหมวดก็สั่งว่า "นอกจากเบญจพล ทุกคนเลิกแถวและให้เวลาสามสิบวินาทีเข้านอนให้เรียบร้อย" เพื่อน ๆ ที่กอดคอกันแตกฮือ และด้วยความรวดเร็วยิ่งกว่ากามนิต ไม่ทันจะครบสามสิบวินาทีทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ความเงียบสงบ 

หน้าอุโมงค์ใต้ตึกกองบัญชาการเวลาเที่ยงคืนกว่า ๆ คงมีผมกับหัวหน้าหมวดยืนประจัญหน้ากันอยู่ "หัวหน้าหมวดรู้ว่าเอ็งไม่ใช่คนลงบันไดหลัง คนที่หัวหน้าหมวดคว้ามือไม่ทันตัวมันใหญ่กว่านี้มาก แต่เอ็งต้องถูกลงโทษอยู่ดีในข้อหาปกป้องคนกระทำผิด ดังนั้น ไปวิ่งรอบพระรูปสามรอบแล้วตะโกนว่า 'ต่อไปผมจะไม่โกหกอีก' แล้วไปนอนได้" ผมยืนงงอยู่พักหนึ่งเพราะคิดว่าฟังผิด จนหัวหน้าหมวดบอกซ้ำว่า "ไม่อยากวิ่งสามรอบ จะเอาเวรโทษสามคืนแทนหรือไง" ผมจึงระล่ำระลักกล่าวขอบคุณแล้วไปวิ่งตามที่หัวหน้าหมวดสั่งก่อนเข้านอนไปสักชั่วโมง เพื่อตื่นขึ้นมาเข้าเวรผลัดสามต่อไป

การกระทำของผมในคืนนั้นไม่อาจบอกได้ว่าถูกหรือผิด แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ในอีกไม่กี่วันต่อมามีเพื่อนสนิทซอยใกล้เคียงกันมากระซิบให้ผมนอนระวังตัวด้วยเพราะมีคนพูดถึงมหกรรมการตีแมวจนผมเองต้องนอนสะดุ้งหลับๆ ตื่น ๆ อยู่หลายคืน และอีกอย่างก็คือ นักเรียนบังคับบัญชาได้ออกนโยบายแยกปลาออกจากน้ำคือ การคัดเลือกกำลังพลจากหมวดต่างๆ ที่มีดาวในการเข้าเวรโทษหรือถูกลงโทษบ่อย ๆ มารวมกันเป็นหมวดที่ 5 หรือเรียกว่า หมวดพิเศษ ซึ่งจะได้รับสิทธิ์เป็นพิเศษในการเข้าเวรแทนเพื่อน เฝ้าโรงเรียนวันหยุด ออกกำลังกายหลังเพื่อนนอน นอนน้อยเป็นพิเศษ กินน้อยเป็นพิเศษ ออกกำลังกายท่าพิเศษ ถูกกักบริเวณนานเป็นพิเศษ เป็นต้น 

ซึ่งเท่าที่จำได้สมาชิกของหมวดพิเศษมียี่สิบกว่าคนเห็นจะได้ เช่น นก หรัส แป๊ะ ลอย ด็วด โท เทา อ๋อย คร คม เจ็ก เจี๊ยบ นิต น้อง เล็ก รอด แดง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ เบน นั่นเอง โดยมีหัวหน้าหมวดพิเศษชื่อ 
นนร.ขันธเคชน์ เรือนก้อน ตำแหน่งจริงเป็นหัวหน้าหมวดที่ 2 ซึ่งเป็นคน ๆ เดียวกับที่ไปซุ่มจับนักเรียนใหม่แอบลงบันไดหลัง (เท่าที่ถามถึงพี่เขาจบแล้วไปทำงานอยู่ทางอีสาน หลังจากจบ รร.สธ.ทบ. ประมาณปี 33 เลือกลงทางภาคใต้ และเสียชีวิตลงเมื่อ 25 ก.พ.52 ด้วยอาการป่วย ยศสุดท้ายพันเอก)

จากวันนั้น อีกสี่ปีผ่านไป ก็มีเรื่องแปลกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นคือ ในปี 2527 ผมเป็นนักเรียนนายร้อยชั้น 5 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนบังคับบัญชาปกครองนักเรียนใหม่ที่เข้ามา โดยผมได้รับตำแหน่งหัวหน้าหมวดที่ 2 กองร้อยที่ 1 ตำแหน่งเดียวกับพี่ขันธเคชน์โดยบังเอิญ แต่ที่จะแตกต่างกันคือ ผมชักชวนให้หัวหน้ากองร้อยตั้งหมวดพิเศษไม่สำเร็จ ซึ่งหากตั้งได้น้องหลาย ๆ คงได้ลิ้มรสชาติของนักเรียนใหม่ที่สนุกสนานกว่าที่เป็นและมากกว่าที่คิดก็เป็นได้

Visitors: 154,773